แพขยะแปซิฟิค : ขยะพลาสติกขนาดยักษ์
 
       จากการสำรวจพบว่า แพขยะยักษ์ เกิดจากการรวมตัวของ “ขยะพลาสติก” ที่ลอยตัวอยู่ใต้ผิวน้ำ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้จากเครื่องบิน หรือ ดาวเทียม และปัจจัยที่ทำให้แพขยะ ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะ “แสงอาทิตย์” และ “คลื่น-ลม” ที่ย่อยขยะพลาสติกชิ้นใหญ่ ให้แตกตัวเป็นชิ้นเล็กจิ๋ว กระจายตัวสุดลูกหูลูกตาอยู่ใต้ผืนมหาสมุทรแปซิฟิก
       หากจะกล่าวว่ามันคือ “มฤตยูเงียบ” ที่กำลังคุกคามมนุษยชาติ ก็คงไม่ผิดนักสำหรับ “แพขยะแปซิฟิก” (Great Pacific Garbage Patch) ที่กำลังลอยเท้งเต้ง เป็นระยะทางยาวประมาณ 500 ไมล์ทะเล อยู่ใน มหาสมุทรแปซิฟิก ตอนเหนือ ห่างจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ไปทางตะวันตกประมาณ 1,600 กิโลเมตร
       ประเด็นที่น่าตกใจคือ นักสมุทรศาสตร์คาดการณ์ว่า เจ้าแพขยะยักษ์ มันมีขนาดใหญ่เกือบ 7 แสนตารางกิโลเมตร หรือ ใหญ่กว่าประเทศไทย และ มันอาจจะขยายตัวใหญ่กว่าทวีปอเมริกาถึง 2 เท่า ภายในทศวรรษหน้า ซึ่งนั่นหมายความว่า สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะได้รับผลกระทบอย่างยากที่จะประเ มินได้ !!

        ย้อนรอยแพขยะแปซิฟิก
        ในรายงานวิจัยตีพิมพ์โดย สำนักงานสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติ หรือ (NOAA) ของสหรัฐ (National Oceanic and Atmospheric Administration) ระบุว่า เริ่มมีการสำรวจพบ แพขยะแปซิฟิก ในปี 1988 โดยมีพิกัดอยู่ที่ ส่วนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ตำแหน่งประมาณ 135 -135° ตะวันตก ถึง 155-155° ตะวันตก และอยู่ที่เส้นขนาน 35° เหนือ ถึงเส้นขนานที่ 42° เหนือ
        จากการสำรวจพบว่า แพขยะยักษ์ เกิดจากการรวมตัวของ “ขยะพลาสติก” ที่ลอยตัวอยู่ใต้ผิวน้ำ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้จากเครื่องบิน หรือ ดาวเทียม และปัจจัยที่ทำให้แพขยะ ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะ “แสงอาทิตย์” และ “คลื่น-ลม” ที่ค่อยๆย่อยขยะพลาสติกชิ้นใหญ่ ให้แตกตัวเป็นชิ้นเล็กจิ๋ว แผ่กระจายสุดลูกหูลูกตาอยู่ใต้ผืนมหาสมุทรแปซิฟิก
        นักวิจัยประมาณว่าความหนาแน่นทั้งหมดของขยะชิ้นเล็กจิ๋วนี้ มีความหนาแน่นมากถึง 1.6 ล้านชิ้นต่อตารางกิโลเมตร และในหลายบริเวณ พบว่า ขยะพลาสติกมีการรวมตัวหนาแน่น มากกว่าการรวมตัวของแพลงก์ตอนสัตว์ (zooplankton) ในบริเวณเดียวกันถึง 7 เท่าเลยทีเดียว

        ความมักง่าย-ผลกระทบต่อสัตว์
        นักสมุทรศาสตร์คาดการณ์ว่า แพขยะยักษ์มีสัดส่วนขยะที่ทิ้งมาจากแผ่นดิน จากแหล่งอุตสาหกรรมและบ้านเรือน ประมาณร้อยละ 80 และอีกร้อยละ 20 ถูกทิ้งมาจากเรือสำราญ , เรือท่องเที่ยว และ เรือประมง ในรายงานวิจัยยังระบุว่า แพขยะแปซิฟิกได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต และสภาพแวดล้อม อย่างมิอาจประเมินค่าได้ โดยขยะที่ลอยเท้งเต้งอยู่ในทะเลจำนวนมหาศาลจะทำหน้าที่ดูดซับสารพิษสารพัดชนิด และ กุ้ง , หอย , ปู , ปลา , นก หรือแม้กระทั่งเต่า ก็จะมารุมกินเศษซากขยะจิ๋ว และเมื่อคนจับสัตว์เหล่านี้ไปกิน ก็จะได้รับสารพิษไปโดยไมรู้ตัว
        นักวิจัยยังพบว่า กลุ่มปลาตัวอย่างที่จับขึ้นมา ร้อยละ 9 มี เศษขยะพลาสติกอยู่ในท้อง โดยคาดการณ์ว่า ในแต่ละปี จะมีปลาทั้งมหาสมุทร กินเศษซากพลาสติกเล็กจิ๋ว ปนเปื้อนสารพิษ เข้าไปมากถึง 12,000 -24,000 ต่อปีเลยทีเดียว !!

        ทิ้งขยะลงทะเล 6.4 ล้านตันต่อปี
        จากรายงานของ สำนักงานประสานงานทางทะเลภูมิภาคเอเชียตะวันออก (Coordinating Body on the Seas of East Asia) ปี 2007 ระบุว่า ในแต่ละปีมีขยะปริมาณ 6.4 ล้านตัน (1,800 ตัน/วัน) ถูกทิ้งลงทะเล โดยขยะร้อยละ 89 เป็นพลาสติก

        ดร.กาญจนา อดุลยานุโกศล นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เคย กล่าว่า ขยะในทะเลส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลหายากทุกตัว ไม่ว่าจะเป็น วาฬ โลมา พะยูน เต่าทะเล โดยเฉพาะเต่าทะเล จะพบมากที่สุด ขยะส่วนใหญ่จะเป็นประเภทโฟม พลาสติกและเครื่องมือประมง ซึ่งสัตว์ทะเลเหล่านี้จะกินขยะเข้าไปหรือโดนขยะพันลำ ตัว ทำให้บาดเจ็บ พิการ และตาย
        “ เต่าทะเลจำนวนมากที่เกยตื้นส่วนใหญ่ มักจะมีขยะติดที่ครีบ ซึ่งไม่สามารถแกะหรือสลัดออกเองได้ เมื่อยิ่งว่ายน้ำก็จะยิ่งทำให้แน่นขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ครีบหรือขาหน้าขาด อาจจะขาดเพียงข้างเดียวหรือ ทั้งสองข้าง บางครั้งพบว่ามีเศษอวน เอ็นเล็กๆที่มีความคมพันคอเต่าจนขาดหรือตัดเส้นเลือด จนคอเกือบขาด และที่พบบ่อยที่สุดก็คือการที่เต่าทะเลกินเศษโฟม หรือ พลาสติก เพราะคิดว่าเป็นอาหาร จนเข้าไปอุดตันลำไส้และตายในเวลาต่อมา”
        นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษผู้นี้ เปิดเผยต่อว่า เคยพบว่ามีวาฬ กินเศษพลาสติกเข้าไปหลายอย่าง ทั้งถุงดำ กล่องและขวดพลาสติก ถุงขนม หนักรวมกันถึง 1.6 กิโลกรัม ซึ่งขยะจำนวนมากขนาดนี้ย่อมไปอุดตันสำไส้ และทำให้ตายแน่นอน หรือกรณี พบโลมาปากขวดตายเพราะติดอวนทั้งผืน ซึ่งมีขนาดใหญ่มากถึง 45 เมตร พันลำตัวจนทำให้โลมาไม่สามารถว่ายน้ำขึ้นมาหายใจได้แ ละตายในที่สุด นอกจากนี้ยังมีขยะปริมาณมากใต้ทะเลซึ่งทำให้สัตว์ทะเ ล อย่างเช่น วาฬขนาดใหญ่หลายชนิดตายไปแต่ไม่ได้เกยตื้นขึ้นมาให้เห็น
        ทั้งนี้สัตว์ทะเลที่มาเกยตื้น หากไม่ได้มีบาดแผลหรือไม่ได้เจ็บป่วย ทางหน่วยช่วยชีวิตสัตว์ทะเล ก็จะช่วยเหลือจนนำออกสู่ทะเลได้ แต่ส่วนใหญ่ที่บาดเจ็บและป่วยจะมีอัตราการรอดชีวิตต่ำ ในทะเลฝั่งอันดามันบริเวณ จ.ภูเก็ต พังงา และกระบี่ จะมีสัตว์ทะเลเหล่านี้มาเกยตื้นประมาณ 40 ตัว/ปี และพบว่ามากกว่า ร้อยละ 70 เป็นสัตว์ทะเลที่บาดเจ็บและตายจากเศษอวน เครื่องมือประมง และขยะโดยเฉพาะพลาสติก
        ดร.กาญจนาบอกว่า สิ่งสำคัญที่จะช่วยลดขยะในทะเล ก็คือไม่ทิ้งขยะลงทะเล นั่นก็คือลดขยะบนบก หลายประเทศที่ประชากร มีความรู้ จะมีระบบการจัดการขยะบนบกที่ดี ซึ่งจะลดขยะในทะเลได้ ซึ่งในประเทศไทย ก็ควรจะมีระบบการจัดการขยะจากบนบกถึงทะเล อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่างๆได้มากทีเดียว


        นับถึงนาทีนี้ “แพขยะยักษ์” ยังลอยเท้งเต้งอยู่ใน มหาสมุทรแปซิฟิก และยังไม่มีวิธีใดที่จะกำจัดขยะจำนวนมหาศาลลงได้

        หากมนุษย์ยังไม่เลิกนิสัยมักง่าย ทิ้งขยะลงทะเล และใช้ทรัพยากรอย่างล้างผลาญ เช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ช้าก็เร็ว เราทุกคนคงได้รับผลกรรมจากเจ้าแพขยะยักษ์ แน่นอน!!

         ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก saveoursea.net
 
 
 

 
 
ติดต่อเรา หน้าแรก กล่องนี้มีที่มา งานถนัด เปิดกล่อง กรองข่าว กิจกรรมสีเขียว น่ารู้ กู้โลก กล่องปันสุข