วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ปี 2013 “Wetlands take care of water” “รักน้ำ ดูแลพื้นที่ชุ่มน้ำ”
 
 
     วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
     วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวัน “พื้นที่ชุ่มน้ำโลก” โดยเป็นหนึ่งในวาระที่สำคัญด้านสิ่งแวดล้อม “วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก” มีความเป็นมาที่น่าสนใจ โดยมีจุดเริ่มต้นจากการยกร่าง และร่วมลงนามรับรอง “อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเป็นแหล่งที่อยู่ของนกน้ำ” ณ เมืองแรมซาร์ ประเทศอิหร่าน โดยอนุสัญญาดังกล่าวเรียกขานกันตามชื่อเมืองที่เป็นสถานที่ร่วมลงนาม หรือรู้จักกันในนาม “อนุสัญญาแรมซาร์” นั่นเอง
     อนุสัญญาแรมซาร์ เริ่มมีผลบังคับใช้ในปีพุทธศักราช 2518 เป็นต้นมา และด้วยความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำทั่วโลก ส่งผลให้ปัจจุบัน มีจำนวนประเทศร่วมเป็นภาคีถึง 153 ประเทศ*2 โดยประเทศไทย ได้ร่วมลงนามเป็นลำดับที่ 110 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2541

     คำนิยาม “พื้นที่ชุ่มน้ำ”
     คำจำกัดความตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) หรืออนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญ ระดับนานาชาติ กล่าวว่า "พื้นที่ชุ่มน้ำ หมายความถึง ที่ลุ่ม ที่ราบลุ่ม ที่ลุ่มชื้นแฉะ พรุ แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งที่มีน้ำขังหรือท่วมอยู่ถาวรและชั่วครั้งชั่วคราว ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหล ทั้งที่เป็นน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม รวมไปถึง ที่ชายฝั่งทะเลและที่ในทะเล ในบริเวณซึ่งเมื่อน้ำลดลงต่ำสุด มีความลึกของระดับน้ำ ไม่เกิน 6 เมตร"
     พื้นที่ซึ่งมีลักษณะจัดได้ว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงรวมถึง ห้วย หนอง คลอง บึง บ่อ กระพัง (ตระพัง) บาราย แม่น้ำ ลำธาร แคว ละหาน ชานคลอง ฝั่งน้ำ สบธาร สระ ทะเลสาบ แอ่ง ลุ่ม กุด ทุ่ง กว๊าน มาบ บุ่ง ทาม พรุ สนุ่น แก่ง น้ำตก หาดหิน หาดกรวด หาดทราย หาดโคลน หาดเลน ชายทะเล ชายฝั่งทะเล พืดหินปะการัง แหล่งหญ้าทะเล แหล่งสาหร่ายทะเล คุ้ง อ่าวดินดอน สามเหลี่ยม ช่องแคบ ชะวากทะเล ตะกาด หนองน้ำกร่อย ป่าพรุ ป่าเลน ป่าชายเลน ป่าโกงกาง ป่าจาก ป่าแสม รวมทั้งนาข้าว นากุ้ง นาเกลือ บ่อปลา อ่างเก็บน้ำ เป็นต้น

     ความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ
     จากคำจำกัดความของพื้นที่ลุ่มน้ำ ทำให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของพื้นที่ลุ่มน้ำ ทั้งในแง่มุมของการบริการจากระบบนิเวศ (Ecological service) และด้านการรักษาสมดุลทางชีวภาพโดยสามารถคงไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น เป็นแหล่งรวมสายพันธุ์พืช ให้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ (ผลิตภัณฑ์จากพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น ไม้เพื่อการเผาถ่าน นาเกษตร) เป็นทางผ่านในการถ่ายเทธาตุสารอาหารไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เป็นต้น
      ประเทศไทย นับเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีจำนวนพื้นที่ชุ่มน้ำมากถึง “42,653 แห่ง” (ไม่นับพื้นที่นาข้าว) ซึ่งมีการแบ่งประเภทพื้นที่ชุ่มน้ำ และข้อมูลจำนวนพื้นที่ชุ่มน้ำ ดังนี้
    

ประเภท

จำนวน (แห่ง)

คลอง ห้วย ลำธาร แม่น้ำ

25,008

ทะเลสาบ

14,128

หนองน้ำ ที่ลุ่มชื้นแฉะ

1,993

ทะเล ชายฝั่งทะเล และปากแม่น้ำ

1,256

ยังไม่ได้จำแนก

268

รวม

42,653

(แหล่งข้อมูล: สำนักความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
     ทั้งนี้ ได้มีการแบ่งระดับความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ ตามเกณฑ์อนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Site) ออกเป็นความสำคัญระดับชาติ และระดับนานชาติ โดยประเทศไทย มีพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับชาติถึง 208 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้ มีพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับสูงถึง 48 แห่ง สำหรับพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาตินั้น ในประเทศไทย ได้มีการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำตามเกณฑ์ความสำคัญระดับนานาชาติ ถึง 61 แห่งด้วยกัน (อ้างอิงข้อมูลจาก http://wetland.onep.go.th/onep/wetlands/frontend/theme/wetlands.pdf)
 
     ภาพตัวอย่างพื้นที่ชุ่มน้ำ
1. พรุควนขี้เสี้ยน จ.พัทลุง 2. ดอนหอยหลอด จ.สมุทรสงคราม
   
3. บึงโขงหลง จ.หนองคาย 4. หนองบงคาย จ.เชียงราย
   
5. พรุโต๊ะแดง จ.นราธิวาส 6. ปากแม่น้ำกระบี่ จังหวัดกระบี่
 
     ช่วยกันดูแล “พื้นที่ชุ่มน้ำ”
     ปัจจุบัน พื้นที่ชุ่มน้ำถูกคุกคาม ทั้งจากสภาวะทางธรรมชาติและการรุกล้ำพื้นที่ของมนุษย์ ซึ่งส่งผลให้พื้นที่ชุ่มน้ำบางแห่ง อยู่ในสภาพเสื่อมโทรม และเสียหาย ทั้งนี้ เราควรร่วมกันสอดส่องดูแล ใส่ใจพื้นที่ชุ่มน้ำ เพราะพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญยิ่งและมีบทบาทในด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอีกด้วย
     ทั้งนี้ ในการร่วมดูแล อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำนั้น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป วิธีการร่วมดูแลพื้นที่ชุ่มน้ำ แบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทคือ
     1. การดูแล อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำทางตรง
         • ร่วมรณรงค์ เผยแพร่ความรู้เพื่อการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำให้กับชุมชนหรือผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่ชุ่มน้ำ ทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับประเทศ
         • เป็นนักสำรวจ และนักท่องเที่ยวที่ดี ไม่สร้างขยะ และไม่ทำลายธรรมชาติโดยรอบ และในบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำ
         • ร่วมสอดส่องดูแล ปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำ ทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับประเทศ
      2. การดูแล อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำทางอ้อม
         • ศึกษาข้อมูล ความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ และตระหนักในคุณค่า ตลอดจนเผยแพร่ข้อมูลไปยังบุคคลทั่วไป
         • บริโภคแต่พอดี เพราะเป็นการลดการใช้ทรัพยากร จากทุกแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ

อ้างอิงข้อมูลจาก:
      1) สำนักความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
      2) มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=206:libery&catid=66:2009-11-12-08-43-43&Itemid=81  
 
ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นสมบัติของชาติ ซึ่งคงประโยชน์ให้กับทุกชีวิต
ช่วยกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด
เพื่อส่งมอบให้กับคนรุ่นหลังได้ร่วมดูแล และได้ใช้ประโยชน์เพื่อการดำรงชีพต่อไป
 
 
 

 
 
ติดต่อเรา หน้าแรก กล่องนี้มีที่มา งานถนัด เปิดกล่อง กรองข่าว กิจกรรมสีเขียว น่ารู้ กู้โลก กล่องปันสุข