ฉลากคาร์บอน (Carbon Label) ทางเลือกใหม่เพื่อลดภาวะโลกร้อน
 
 
     ในปัจจุบัน ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เราทุกคนล้วนมีส่วนร่วมในฐานะผู้ก่อปัญหาภาวะโลกร้อนผ่านการใช้ทรัพยากรและพลังงานรูปแบบต่างๆ เพื่อดำเนินกิจวัตรประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางเลือกหนึ่งเพื่อชดเชยสิ่งที่คุณทำ คือ การเลือกซื้อสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย หรือสินค้าที่มี “ฉลากคาร์บอน”

     ฉลากคาร์บอน (Carbon Label) คืออะไร
    “ฉลากคาร์บอน” คือฉลากที่แสดงระดับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ โดยวิธีการประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment : LCA) ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของการได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการ โดยแสดงผลอยู่ในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2 equivalent) ก่อนนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการออกฉลากคาร์บอนต่อไป ฉลากคาร์บอนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
     ฉลากแบบที่ 1 ซึ่งพิจารณาการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Cradle to Grave) ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่ง การผลิต การบรรจุหีบห่อ การใช้งาน จนกระทั่งการกำจัดของเสียที่เกิดขึ้น ซึ่งการดำเนินงานจะใช้เวลาค่อนข้างมาก เนื่องจากมีกระบวนการประเมินซับซ้อน
     ฉลากแบบที่ 2 ซึ่งพิจารณาการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยพิจารณาเฉพาะก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต (Production stages) เท่านั้น (Gate to gate) ซึ่งวิธีนี้จะใช้เวลาในการดำเนินงานน้อยกว่าแบบแรก โดยในช่วงแรกของโครงการจะมุ่งเน้นการออกฉลากคาร์บอนแบบที่ 2 เพื่อให้การดำเนินการออกฉลากกระทำได้รวดเร็ว เพื่อรองรับกระแสของผู้บริโภคในการมีส่วนร่วมเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน ส่วนการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบทั้งวงจรชีวิตเพื่อการออกฉลากคาร์บอนแบบที่ 1 จะถูกดำเนินการในลำดับถัดไป

     ฉลากคาร์บอนจะแสดงข้อมูลให้ผู้บริโภคทราบว่า สินค้าหรือบริการนี้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง ค่อนข้างสูง ปานกลาง ค่อนข้างต่ำ หรือ ต่ำ โดยแสดงผลเป็น 5 ระดับ โดยใช้หมายเลข 1 - 5 สินค้าที่ได้ฉลากคาร์บอนเบอร์ 5 หมายความว่า สินค้านั้นอยู่ในกลุ่มที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศน้อยที่สุดและมีความเป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ หรืออีกนัยหนึ่งคือสินค้าหรือบริการนั้นมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนได้

     ฉลากคาร์บอน ต่างจากฉลากเขียวอย่างไร
     ฉลากคาร์บอนมีความแตกต่างจากฉลากเขียว เพราะฉลากเขียวจะครอบคลุมทุกมิติของสินค้า ทั้งด้านวัตถุดิบ และมลพิษที่เกิดขึ้น แต่ฉลากคาร์บอนจะดูเฉพาะปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตเท่านั้น โดยเราจะแยกเรื่องการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาโดยเฉพาะ
     ข้อมูลจาก : องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

     ข้อดีของการมีฉลากคาร์บอน
     ผู้บริโภคได้อะไร

     - ทางเลือกใหม่ในการซื้อสินค้าและบริการ เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ผลิตปรับเปลี่ยนชนิดวัตถุดิบ ปรับปรุงกระบวนการผลิตและพลังงานที่ใช้ เพื่อผลิตสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย
    - มีส่วนร่วมกับประชาคมโลกในการลดปัญหาภาวะโลกร้อน

     ผู้ผลิตได้อะไร
     - ลดต้นทุนการผลิตจากการพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ลดการใช้พลังงานฟอสซิล เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน ลดการเกิดของเสีย
    - แสดงเจตนารมณ์ในการรับผิดชอบต่อสังคม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่บริษัท

     การขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน
     - ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างปีฐาน(พ.ศ.2548) และปีปัจจุบัน
     - ร้อยละที่ลดลงของก๊าซเรือนกระจกจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการออกฉลากโดยเปรียบเทียบกับ ข้อกำหนดกลางที่สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและองค์การบริหารการจัดการก๊าซเรือนกระจกกำหนดเพื่อ ทำการแบ่งระดับของฉลากต่อไป
 
     - ค่าดำเนินการในการออกฉลาก 100,000 บาทต่อผลิตภัณฑ์
     - ฉลากมีอายุ 3 ปี
       ที่มา : สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
 
 

 
 
ติดต่อเรา หน้าแรก กล่องนี้มีที่มา งานถนัด เปิดกล่อง กรองข่าว กิจกรรมสีเขียว น่ารู้ กู้โลก กล่องปันสุข